Author Archives: admin

เหตุผลที่ควรเลือกซื้อเพชรกลม

ปัจจุบันเพชรที่มีการเจียระไนจะมีหลายรูปแบบ ถ้าเป็นแบบเพชรกลมจะเรียกกันว่า Round Brilliant Diamonds หรือเพชรเหลี่ยมเกสร ส่วนเพชรรูปแบบอื่นจะเรียกว่าเป็นแบบแฟนซี (Fancy Diamond, Fancy shape diamond) ซึ่งจะหมายถึงเพชรทุกรูปทรงที่ไม่ใช่ทรงกลมไม่ว่าจะเป็นทรงรูปหัวใจ, ทรงเหลี่ยม, ทรงหยดน้ำ, รูปทรงหมอน และ ทรงเหลี่ยมมรกต เป็นต้น ที่นี่เรามาดูกันต่อดีกว่าทำไมเราจึงควรเลือกซื้อเพชรกลม

1. เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และกว่า 80% ของเพชรที่มีการเจียระไนเกือบทั้งหมดจะเป็นเพชรกลม จึงเป็นเหตุผลที่ว่าถ้าต้องการซื้อเพชรเราควรเลือกแบบที่เป็นเพชรกลม เพราะนอกจากจะมีให้เลือกเยอะกว่ายังเป็นเพชรที่มีคุณภาพดี

2. เพชรกลมถ้ามีการเจียระไนที่ดีจะมีเหลี่ยมด้านหน้าถึง 58 หน้า แบ่งเป็น crown (top), girdle, pavilion (base) จัดเป็นเพชรที่มีสัดส่วนที่ดีที่สุด จึงมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการสะท้อนแสง สวยงาม เป็นประกายแวววาวระยิบระยับกว่าเพชรรูปทรงอื่น แต่ปัจจุบันก็ได้มีการเจียระไนให้เหลี่ยมมีมากขึ้น ช่วยให้สะท้อนแสงเป็นประกายมากยิ่งขึ้นด้วย

3. เป็นรูปแบบเพชรที่ไม่เคยตกเทรนด์ และสวยคลาสสิกอยู่เสมอ และยังเป็นเพชรที่สามารถใส่ในเครื่องประดับหลากหลายแบบ ที่สำคัญยัง แตก หัก บิ่น น้อยเพราะไม่มีมุมแหลมหรือมุมที่เปราะบาง และยังเป็นเพชรที่มีรูปแบบมาตรฐาน ซื้อง่ายขายคล่องกว่ารูปทรงอื่น และร้านค้าส่วนใหญ่ก็จะมีเพชรกลมจำหน่ายเป็นมาตรฐาน รูปทรงอื่นอาจจะต้องสั่งทำพิเศษ

ทราบกันแบบนี้แล้วถ้าต้องการเลือกซื้อเพชร อย่าลืมนึกถึงเพชรกลมเป็นอันดับแรก แต่ถ้ามีความชอบรูปทรงอื่นเป็นพิเศษก็ไม่ว่ากัน สามารถเลือกซื้อได้ตามความชอบ

เลือกดีไซส์แหวนเพชรอย่างไรให้โดนใจ

ดีไซน์ตัวเรือนแหวนเพชรในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายแบบให้คุณสามารถเลือกได้ตามความพอใจ ซึ่งแต่ละแบบจะช่วยทำให้แหวนเพชรดูสวยและโดดเด่นแตกต่างกัน สำหรับในส่วนของตัวเรือนนั้นนิยมทำมาจากทองคำ ทองขาว พิ้งโกลด์ และ แพลตินั่ม เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบก็มีราคาที่แตกต่างกัน สำหรับตัวเรือนแหวนที่นิยมในปัจจุบันจะมีดังนี้

1. แบบตัวเรือนชูเพชรขึ้น แบบเพชรเม็ดเดียว ดีไซน์นี้จะค่อนได้รับความนิยมมาเกือบทุกยุคทุกสมัย เป็นแบบที่สวยสุดคลาสสิก เรียบหรู ดูดี สำหรับดีไซด์แบบนี้ส่วนใหญ่จะเลือกให้มีหนามเตยเล็กๆ เพื่อที่จะช่วยให้เพชรเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น

2. แบบมีเพชรที่ก้าน เป็นแบบที่ช่วยเพิ่มให้แหวนเพชรดูอลังการมากขึ้น ขณะสวมยังเพิ่มความระยิบระยับแวววาวเป็นกระกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น แต่รูปทรงโดยรวมก็ยังเป็นลักษณะชูให้เพชรเม็ดกลางที่ใหญ่กว่าเม็ดด้านข้างดูโดดเด่น

3. แบบมีเพชรเล็กล้อมเม็ดกลาง เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างนิยมไม่แพ้รูปแบบอื่น แต่ดีไซด์ลักษณะนี้จะช่วยทำให้เพชรเม็ดกลางดูใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เหมือนได้แหวนเพชรเม็ดโต และแบบนี้ก็สามารถช่วยเพิ่มความระยิบระยับแวววาวให้กับแหวนได้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

ทั้งสามแบบจะมีความแข็งแรงทนทานไม่แตกต่างกัน สำหรับในเรื่องนี้ก่อนการเลือกซื้อควรดูบริการหลังการขายของแต่ละร้านประกอบกันด้วย เมื่อเกิดกรณีเพชรหลุดหรือแหวนผิดรูปทรง จะได้สามารถนำมาแก้ไขได้ ซึ่งส่วนใหญ่บางร้านอาจจะไม่คิดค่าบริการในแก้ไข หรือขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน

มาเลือกแหวนเพชรให้เหมาะกับนิ้วกันดีกว่า

ไม่ว่าคุณจะเลือกซื้อแหวนที่ผลิตมาจากวัสดุใดก็แล้วแต่ การเลือกให้เหมาะกับนิ้วจะช่วยทำให้แหวนดูสวยและโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยเสริมบุคลิกให้กับผู้สวมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพชรที่เป็นแหวนค่อนข้างมีราคาสูงเราจึงควรเลือกให้เหมาะสม สำหรับวิธีการเลือกจะมีดังนี้

1. ถ้าคุณมีนิ้วมือผอมและยาว แหวนที่เลือกสวมต้องลักษณะเป็นวงกว้าง และมีฐานยาวจะช่วยทำให้นิ้วของคุณดูมีเนื้อหนังมากยิ่งขึ้นและดูไม่ผอมบางจนเกินไป

2. ถ้าคุณมีนิ้วอวบ แหวนที่เหมาะหัวแหวนควรเป็นเพชรเม็ดใหญ่ แต่มีตัวเรือนเรียวบาง จะช่วยทำให้นิ้วของคุณดูเรียวยาวขึ้นได้

3. ถ้าคุณมีนิ้วเรียวงาม คุณสามารถเลือกสวมแหวนได้ทุกแบบที่คุณต้องการ แต่ก็ควรเลือกแหวนที่มีลักษณะอ่อนช้อยนุ่มนวล ไม่เป็นเหลี่ยมหรือใหญ่มากจนเกินไป โดยเฉพาะถ้าเป็นแหวนหมั้น เพราะจะเหมาะกับพิธีการมากกว่าแหวนรูปแบบอื่น

4. ถ้าคุณมีนิ้วสั้นป้อม ให้หลีกเลี่ยงแหวนที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม และแหวนเพชรที่มีหัวขนาดใหญ่ เพราะจะทำให้นิ้วของคุณดูสั้นไปกว่าเดิม สำหรับแหวนที่เหมาะควรมีขนาดพอดีวงแหวนไม่หนามาก และหัวแหวนมีรูปทรงเป็นวงรี

วิธีเลือกแหวนในแบบข้างต้น จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยให้คุณเลือกแหวนเพชรได้สวยโดนใจ และช่วยทำให้นิ้วมือของคุณดูมีรูปทรงเรียวสวยมากยิ่งขึ้น ใครกำลังมองหาแหวนเพชรมาสวมรับรองได้เลยว่าเลือกตามนี้คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อเพชร

นอกจากหลักการดูเพชร 4 C’s ที่จะได้แก่ Color (สี) , Clarity (ความสะอาด), Cut (การเจียระไน ), Carat (กะรัต) เราก็ควรพิจารณาจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย ซึ่งจะได้แก่

1. ตำหนิภายในเพชร ไม่ว่าจะเป็น ไฝดำ หรือรอยแตกร้าว และหลุม

2. คุณภาพการขัดเงา การขัดเงาที่ดีเพชรต้องมีความแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับ สวยงาม ควรเลือกซื้อเพชรที่มีขัดเงา ที่ Excellent และ Very Good

3. ความสมมาตร เพชรที่มีความสมมาตรดีด้านขวาและซ้ายจะมีขนาดเหลี่ยมใกล้เคียงกัน ควรเลือกซื้อเพชรที่มีความสมมาตรระดับ Excellent และ Very Good

4. การเรืองแสงภายใต้แสงเหนือม่วง เพชรเม็ดเล็กแสงฟลูออเรสเซนปานกลางเพชรจะดูขาวกว่าความเป็นจริง แต่เพชรเม็ดใหญ่แสงฟลูออเรสเซนจะทำให้เพชรดูฝ้าและหมอง ให้เลือกซื้อเพชรที่ไม่มีฟลูออเรสเซนหรือมีแบบจางๆ

5. ความลึก เพชรที่ลึกและหนาเกินไปจะทำให้หน้าเพชรมืด สำหรับเพชรที่บางเกินไปจะทำให้เห็นเงาสะท้อนของขอบเพชรที่บริเวณหน้าเพชร ความลึกที่ได้คุณภาพจะอยู่ระหว่าง 58-62.3%

6. ขนาดของเหลี่ยมเทเบิ้ล ที่สวยงามต้องอยู่ระหว่าง 52-60% และมุมคราวน์ เหลี่ยมในอุดมคติต้องอยู่ระหว่าง 33-35.1 องศา

7. ความสูงของคราวน์ (ครึ่งบนของเพชรเมื่อมองจากด้านข้าง) เทียบกับความกว้างเฉลี่ยของเพชร ความสูงของคราวน์ตามเหลี่ยมในอุดมคติ (Ideal cut) อยู่ระหว่าง 13.5-16.8%

8. เหลี่ยมส่วนล่างสุดของเพชรหรือก้นเพชร ควรเป็นแบบไม่มีเหลี่ยม โดยเวลามองเพชรจากด้านหน้าจะเห็นเหลี่ยมนี้ คล้ายรูลักษณะกลมตรงกลางเพชร

รายละเอียดในการดูจะค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ด้วยที่ว่าเพชรมีราคาค่อนข้างสูงเราจึงควรใส่ใจทุกรายละเอียด

การเลือกซื้อเพชรโดยอ้างอิงจากตารางราคาเพชร

ตารางราคาเพชรหรือที่เรียกว่า ราคา Rapaport คือตารางราคากลางที่ใช้กันทั่วโลก และร้านค้ารวมทั้งลูกค้าใช้เปรียบเทียบในการซื้อขายเพชร โดยตารางราคาจะมีการออกทุกเดือนเป็นราคาหน่วยดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต สำหรับราคากลางนี้จะเป็นราคาที่ยังไม่รวมส่วนลด ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย แต่ก่อนที่จะเปรียบเทียบราคาเพชร เราต้องรู้คุณสมบัติของเพชรกันก่อนโดยดูตามหลัก 4 C’s ว่าเพชรมีคุณภาพระดับไหน จากนั้นจึงทำการเปรียบเทียบราคากันต่อไป

ส่วนในเรื่องของการลดราคานั้นยังต้องดูจากหลายอย่างประกอบกัน เช่น คุณภาพของเพชร การเจียระไน บางแบบจะเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมและการเจียระไนต้องทำโดยช่างผู้ชำนาญเพียงเท่านั้น ก็จะมีผลต่อราคาซึ่งบางทีอาจไม่สามารถลดราคาลงได้ นอกจากราคาจะขึ้นอยู่กับการเจียระไนหรือความสมบูรณ์ของเพชรแล้ว สัดส่วนต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญ รวมไปถึงความสะอาดบริสุทธิ์หรือไร้มลทิน และสีของเพชร

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบถ้าเราไม่ได้ซื้อเพียงแค่เพชร แต่มีตัวเรือนร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็น แหวน สร้อยข้อมือ สร้อยคอ หรือจี้ ที่นิยมทำตัวเรือนเป็น ทองคำ ทองคำขาว หรือเงิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็มีส่วนที่ทำให้เพชรมีมูลค่าสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อควรพิจารณาจากหลายๆ เรื่อง แล้วถึงจะสรุปได้ว่าเพชรที่เราซื้อคุ้มค่าคุ้มราคากับเงินที่ต้องเสียไปหรือไม่ ถ้าคุณไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ นอกจากการซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้แล้ว ควรมีผู้รู้ไปช่วยเลือกด้วยก็จะเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณได้เพชรที่มีคุณภาพดีอย่างที่ต้องการ

เลือกเพชรจากหลักการอื่น นอกจาก 4 C’s

ปกติเวลาจะเลือกซื้อเพชรไม่ว่าจะเป็น สร้อยข้อมือเพชร, แหวนเพชร, จี้เพชร, ต่างหูเพชร และ เพชรเม็ดเดี่ยวๆ ที่ไม่ได้เป็นเครื่องประดับ เราก็จะนึกถึงหลักการเลือกแบบ 4 C’ s เพราะจัดเป็นหลักการเลือกเพชรแบบมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก ซึ่งหลักการนี้จะได้แก่ กะรัตหรือขนาด (Carat), การเจียระไน (Cut), สี (Color) และ ความสะอาด (Clarity) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพ ความสวยงามและมูลค่าของเพชรเม็ดนั้นๆ แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่เราควรนำมาพิจาณาเราประกอบกันด้วย เช่น

1. ราคาเพชร โดยก่อนการเลือกซื้อควรตรวจสอบดูราคากลางจากใบราคา ซึ่งในปัจจุบันจะหาได้ไม่อยาก โดยอาจค้นหาข้อมูลจากเสริชเอนเจิ้นต่างๆ ที่มีให้บริการอยู่อย่างมากมายในปัจจุบัน หรือเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ ร้าน ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพราะราคาแต่ละร้านอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งร้าน ชื่อเสียง และการทุ่มทุนโฆษณาก็เป็นปัจจัยที่ให้เพชรมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

2. สถานบันที่ทำการออกใบรับรองเพชร หรือใบเซอร์ (Certificate) ก็มีผลต่อราคาเพชรเช่นกัน อย่างในบ้านเราจะยอมรับและนิยมใบเซอร์จากสถาบัน GIA ซึ่งเป็นสถาบันเก่าแก่และเป็นผู้คิดค้นการจัดคุณภาพเพชรตามหลักเกณฑ์ 4 C’s จึงได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง จึงซื้อง่ายขายคล่องกว่าเพชรจากสถาบันอื่น

3. เลือกร้านที่มีบริการหลังการขาย เช่น การทำความสะอาดเพชร หรือรับเปลี่ยนคืน เป็นต้น

เพชรแท้มีมูลค่าค่อนข้างสูง ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อควรพิจารณาจากหลายๆ เรื่อง เพื่อให้คุณได้เพชรทีมีคุณภาพดีและสวยโดนใจอย่างที่ต้องการ

มาทำความรู้จักเพชรแท้และเพชรเทียมกันดีกว่า

มีเพชรแท้ (Diamond) ก็มีการผลิตเพชรเทียมหรือเพชรสังเคราะห์ขึ้นมา หรือที่เรียกกันว่า CZ (Cubic zirconia) ถ้ามองด้วยตาเปล่าหรือผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการดูเพชรก็อาจจะมองไม่ออกว่าเพชรสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันตรงไหน แล้วอาจจะไม่มั่นใจด้วยว่าเพชรที่ซื้อมาเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อควรหาข้อมูลและรายละเอียดวิธีการดูเอาไว้แบบคร่าวๆ กันบ้าง ไม่จำเป็นต้องรู้ลึกก็จะช่วยให้คุณสามารถแยกเพชรทั้งสองชนิดได้ไม่อยาก แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเพชรทั้งสองแบบนี้กันก่อนดีกว่า

เพชรแท้ (Diamond)
เป็นเพชรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากจากธาตุคาร์บอน ( C ) ที่ถูกแรงกดดัดจากความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมาก เมื่อผ่านกาลเวลานานหลายล้านปี จึงเปลี่ยนรูปร่างเป็นเพชร หลังจากนำมาเจียระไนโดยช่างผู้ชำนาญเราจึงได้เห็นเพชรที่สวยงาม และนี่เองเป็นเหตุผลที่ทำให้เพชรมีมูลค่าสูงกว่าอัญมณีอื่นหลายชนิด ยิ่งเพชรที่มีน้ำดีๆ คุณภาพดีไร้มลทินก็ยิ่งมีราคาสูงมากขึ้น

เพชรสังเคราะห์ CZ (Cubic zirconia)
เป็นเพชรที่ผลิตขึ้นมาเลียนแบบเพชรที่เกิดตามธรรมชาติ โดยใช้การตกผลึกจากผงเซอร์โคเนียม (zirconium dioxide) โดยใช้เวลาไม่นานก็ได้เพชร CZ ที่คุณสมบัติและลักษณะโดยทั่วไปเหมือนเพชรจริงเกือบทุกประการ การผลิตเพชร CZ ยังเป็นเหมือนการย่นระยะเวลาของธรรมชาติในการเกิดเพชรอีกด้วย และนี่เองเป็นเหตุผลที่ทำไมเพชร CZ จึงมีมูลค่าถูกกว่า

ถ้าคุณมีงบประมาณมากพอและต้องการเลือกซื้อเพชรแท้ แต่ยังไม่แน่ใจในการดูก็ให้เลือกซื้อจากร้านเพชรที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ก็จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณได้เพชรคุณภาพดีและเป็นเพชรแท้อย่างแน่นอน

วิธีเลือกแหวนหมั้นเพชรให้โดนใจ

แหวนหมั้นเป็นแหวนที่ใช้สำหรับพิธีในงานหมั้น ซึ่งควรเป็นแหวนที่คุณต้องเลือกให้สวยโดนใจ เพราะหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว คุณก็คงยังอยากสวมแหวนวงนั้นกันต่อไป และแหวนเพชรก็เป็นแหวนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเพชรเลอค่าอมตะเปรียบได้กับความรักที่จะยังคงคุณค่าตลอดไป แต่การเลือกก็ควรต้องมีวิธีการเลือกให้ดีกันด้วย เรามาดูกันดีกว่าว่าควรพิจารณาในเรื่องใดบ้าง

1. เรื่องงบประมาณ
งบประมาณเป็นสิ่งแรกที่บอกได้ว่าคุณควรเลือกแหวนที่มีราคาในระดับไหน เช่น ถ้าคุณมีงบประมาณมากแหวนเพชรที่เลือกก็ต้องเป็นแบบน้ำดีๆ หรือมากระรัต แต่ถ้ามีงบประมาณไม่มากก็อาจจะเลือกแหวนเพชรที่มีคุณภาพลดลงมาหน่อย

2. เลือกจากความชอบ
ทั้งขนาดและรูปแบบ เพราะแหวนหมั้นจะต้องอยู่สวมนิ้วเราไปอีกนาน เลือกจากความชอบน่าจะดีที่สุด เพราะเห็นหรือหยิบนำมาสวมเมื่อไรก็จะช่วยให้เรารู้สึกดีและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

3. เลือกร้านที่จำหน่าย
ควรเป็นร้านที่เชื่อถือได้ มีชื่อเสียงพอสมควร เพราะร้านลักษณะนี้โดยมากจะมีช่างที่ชำนาญในการเจียระไน และส่วนใหญ่จะจำหน่ายเฉพาะเพชรที่มีคุณภาพดี

4. เลือกแบบให้เหมาะสม
แหวนหมั่นที่เลือกควรเป็นแบบเรียบๆ ที่เราเห็นอยู่ทั่วๆ ไป จะเหมาะสำหรับงานที่เป็นมงคลมากกว่า แหวนที่มีรูปแบบแปลกแหวกแนว แต่เรื่องนี้ในปัจจุบันก็ไม่ค่อยจำกัดกันมากนัก ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้ใหญ่เพื่อให้ท่านช่วยตัดสินใจ

เพียงเลือกตามคำแนะนำข้างต้น ก็จะช่วยให้คุณเลือกแหวนหมั่นเพชรได้ถูกใจและมีคุณภาพดี

วิธีเลือกแหวนเพชรจากน้ำหนัก

น้ำหนักของเพชรหรือ Carat Weight ส่วนใหญ่แล้วจะเรียกกันเป็นกะรัต หลายคนอาจจะรู้สึกว่าน้ำหนักยิ่งมากมูลค่าและราคาของเพชรน่าจะแพงมากด้วยเช่นกัน แต่จริงๆ แล้วราคาของเพชรไม่ได้ขึ้นอยู่ที่น้ำหนักเสมอไป เพชรที่มีน้ำหนักมากๆ อาจจะมีราคาถูกกว่าเพชรที่มีน้ำหนักน้อยกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าเพชรที่กะรัตหรือน้ำหนักมากไม่จำเป็นต้องเป็นเพชรที่มีราคาแพงเสมอไป ซึ่งจะต้องดูจากสี รูปแบบ ความสะอาดของเพชร และการเจียระไนประกอบกันด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาแหวนเพชรสักวงอันดับแรกเลยคุณควรเลือกให้เพชรหรือแหวนมีขนาดพอเหมาะกับนิ้วมือของผู้สวมไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป เมื่อสวมใส่แล้วจะดูสวยกว่าแบบที่มีขนาดใหญ่กว่านิ้วมือ สำหรบน้ำหนักเพชรจะกำหนดไว้ว่าเพชร 1 กะรัต มีน้ำหนักอยู่ที่ 200 มิลลิกรัม ซึ่งถ้ามีน้ำหนักหรือขนาดน้อยกว่า 1 กะรัต จะใช้หน่วยในการเรียกเป็น สตางค์ (Point) โดยกำหนดไว้ว่าเพชร 1 กะรัต แบ่งออกเป็น 100 สตางค์

ถ้าคุณต้องการเลือกซื้อแหวนเพชรสักวง แต่ไม่ชำนาญการดูเพชรปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ลองหาข้อมูลคราวๆ ในแหล่งค้นหาต่างๆ อย่างในหนังสือเกี่ยวกับเพชร หรือในโลกอินเตอร์เน็ตไว้เป็นความรู้ และเมื่อต้องเลือกซื้อก็อย่าลืมเลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้และมีเชื่อเสียงในด้านนี้พอสมควร หรือควรมีผู้รู้ที่ชำนาญในการดูเพชรไปด้วย ก็จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเพชรที่คุณซื้อคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปกันจริงๆ ที่สำคัญเมื่อเวลาผ่านไปเพชรก็ยังคงคุณค่าไม่เสื่อมลงไปได้ง่ายๆ อีกด้วย

บทสรุปในการเลือกซื้อเพชร

เพชรเป็นอัญมณีที่ค่อนข้างมีราคาสูง โดยเฉพาะเพชรที่มีน้ำดีๆ จะยิ่งมีมูลค่าสูงมาก และเวลาผ่านไปเพชรก็ยังคงคุณค่า อมตะ ทั้งในเรื่องของความสวยงามและราคา จึงนิยมใช้เพชรสื่อถึงความหมายดีๆ โดยเฉพาะในงานแต่งงาน เพชรจะเป็นอันดับแรกที่นึกถึงทั้งเป็นแหวนหมั้น และแหวนแต่งงาน เพราะบ่งบอกถึงความรักที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นอมตะ ดังนั้นในการเลือกเราจึงต้องใส่ใจรายละเอียดต่างๆ กันเป็นพิเศษ ซึ่งพอจะสรุปวิธีการเลือกเพื่อให้ได้เพชรที่มีคุณภาพดีและเป็นเพชรแท้ได้ดังนี้

1. เลือกซื้อจากร้านที่มีชื่อเสียง และเป็นร้านที่เชื่อถือได้ หรือควรเป็นร้านที่วางจำหน่ายเพชรโดยเฉพาะ

2. เพชรที่ซื้อต้องมีเซอร์กำกับจากสถาบันที่ได้การยอมรับเพียงเท่านั้น และควรมีใบรับรองจากร้านค้า รวมไปถึงบริการหลังการขาย

3. ควรเลือกซื้อเพชรตามหลัก 4 C’s ซึ่งจะได้แก่ Color (สี) , Clarity (ความสะอาด), Cut (การเจียระไน ), Carat (กะรัต) เพราะเป็นหลักการเลือกเพชรที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

4. เลือกซื้อเพชรกลมดีกว่าเลือกซื้อเพชรแบบแฟนตาซี แต่ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความชอบของแต่ละคนกันด้วย เหตุผลที่ควรเลือกเพชรกลมก็เพราะว่าเพชรแท้เกือบ 80% จะถูกเจียระไนเป็นเพชรกลม ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเพชรที่ซื้อเป็นเพชรแท้ เมื่อเวลาผ่านไปเพชรกลมยังเป็นเพชรที่มูลค่าไม่ตก และยังสวยคลาสสิกตลอดกาล ที่สำคัญสามารถนำมาประกอบตัวเรือนได้หลายแบบ

ไม่ว่าจะเลือกซื้อเพชรตามหลักใดก็ตาม ก็อย่าลืมนึกถึงประมาณที่ตั้งกันไว้ด้วย เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดว่าคุณจะสามารถเลือกซื้อเพชรที่คุณภาพในระดับไหน

ตำหนิเพชรแตกกับเหตุผลในการเลือกซื้อ

เพชรแตกไม่ได้หมายถึงเพชรที่เกิดการกระแทกหรือตกหล่นจนเกิดการแตกร้าว แต่จริงๆ แล้วเป็นรอยแตกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเรียกกันว่า Feather รอยแตกนี้จะมีลักษณะคล้ายขนนกสีขาว หรือเป็นรอยขีดข่วน รอยบิ่น รวมทั้งอาจเป็นหลุมอยู่ด้านในเนื้อเพชร รอยแตกแบบนี้จะมีผลต่อความงามและการสะท้อนแสงระยิบระยับของเพชร เรียกรอยแตกแบบนี้ว่า Tension Cracks หรือก็คือ รอยแตกจากแรงดึงภายใน

ซึ่งถ้าเพชรเม็ดไหนมีรอยแตกมากจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า จะทำให้เพชรเม็ดนั้นมีมูลค่าต่ำลง และรอยแตกจากภายในนอกจากจะมีผลต่อความสวยงามของเพชรเม็ดนั้นแล้ว ยังทำให้เพชรมีโอกาสแตกหักได้ง่ายขึ้นอีกด้วย จึงเป็นตำหนิที่ทำให้ผู้ซื้อไม่ค่อยต้องการนัก และสำหรับในบ้านเราของที่แตกหักหรือมีร้อยร้าวมักจะไม่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่ามูลค่าจะไม่สูงมาก ถ้าตำหนิมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ใส่อย่างระมัดระวังก็จะทำให้เป็นเพชรที่มองด้วยตาเปล่าแล้วสวยงามเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการเลือกซื้อถ้าคุณมีงบประมาณมากพอก็ควรหลีกเลี่ยง หรือถ้าชอบรูปแบบและอยากได้กันจริงๆ ก็ควรเลือกแบบที่มีรอยแตกร้าวไม่มาก สวมใส่อย่างระมัดระวังรวมทั้งเก็บรักษาอย่างถะนุถนอม เพชรก็จะคงรูปสวยและอยู่ไปอีกนาน แต่อาจจะเป็นเพชรที่เราต้องเก็บไว้ใช้เอง เพราะถ้านำไปจำหน่ายหรือต้องการเปลี่ยนมูลค่าอาจจะลดลงหรือหาร้านรับซื้อค่อนยาก

การเลือกซื้อเพชรจากเฉดสี

เพชรที่เป็นเพชรน้ำดีและมีมูลค่าสูงนั้น เฉดสีของเพชรก็เป็นตัวกำหนดด้วยเช่นกัน โดยเพชรที่สวยและเป็นที่นิยมในปัจจุบันจะเป็นเพชรแบบไร้สี โดยสถาบันอัญมณีได้ทำการแยกหลายเฉดสี ออกเป็นเกรดตั้งแต่เกรด D ไปจนถึงเกรด Z ซึ่งพอจะสรุปลักษณะสีของแต่ละเกรดได้ดังนี้

1. เกรด D เป็นเพชรสีขาวหรือเพชรไร้สี เรียกกันว่า น้ำ 100 เป็นเพชรที่มีคุณภาพดีที่สุดและมีราคาสูงที่สุดด้วยเช่นกัน
2. เกรด E เป็นเพชรที่มีเกรดรองลงมาจากเกรด D เรียกกว่า น้ำ 99 ราคาก็จะลดหลั่นลงมาด้วยเช่นกัน
3. เกรด F เป็นเพชรที่มีสีขาวน้อยลงมาสีไม่ใส ที่เรียกว่า น้ำ 98
4. เกรด G เป็นเพชรที่มีสีขาวปนสีเหลืองอ่อนเล็กน้อย ที่เรียกว่า น้ำ 97 และลดหลั่นกันไปเรื่อยๆ จนถึง Z

สำหรับการไล่สีของเพชรจาก D-Z พอจะสรุปลักษณะของสีเพชรได้ดังต่อไปนี้

– สีตั้งแต่เกรด D ไปจนถึง เกรด F เพชรจะเป็นสีขาวใสหรือปราศจากสี
– สีตั้งแต่เกรด G ไปจนถึง เกรด J เพชรเกือบจะปราศจากสีแต่จะเริ่มมีสีเหลืองอ่อนๆ ปนเล็กน้อย
– สีตั้งแต่เกรด K ไปจนถึง เกรด M เพชรจะมีสีเหลืองอ่อนปน
– สีตั้งแต่เกรด N ไปจนถึง เกรด R เพชรจะมีสีเหลืองอ่อน
– สีตั้งแต่เกรด S ไปจนถึง เกรด Z เพชรจะเป็นสีเหลืองอ่อนเข้มขึ้นมาเล็กน้อยจนถึงสีเหลือง

แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วว่ามูลค่าหรือราคาเพชรก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีของเพชรเพียงอย่างเดียว แต่ตัวกำหนดมูลค่าจะอยู่ที่รูปแบบลักษณะการเจียระไนและน้ำหนักของเพชรประกอบกันด้วย